11-19 เม.ย. 67 เราไปตามรอยอารยธรรมโรมันตะวันออก กันที่ประเทศทูรเคีย

สื่อเนื่องจากการเดินทางท่องเที่ยวของเรา ที่เริ่มตั้งแต่ อียิปต์ อิตาลี เราก็ได้พบกับอารยธรรมของโรมันมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ถึงที่สุดของสายโรมัน เราจึงเลือกไปประเทศทูรเคีย ประเทศที่สิ้นสุดอารยธรรมโรมัน นั่นเอง
มารู้จักอารยธรรมโรมันตะวันออก (ตุรกีหรือทูร์เคีย)

- จักรวรรดิไบแซนไทน์เริ่มต้นขึ้นเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 แห่งโรมได้สถาปนานครคอนสแตนติโนเปิลให้เป็น “โรมใหม่” และย้ายเมืองหลวงจากโรมมาเป็นคอนสแตนติโนเปิลแทน ดังนั้น จึงถือว่าจักรพรรดิคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิไบแซนไทน์ไปโดยปริยาย
- ในสมัยนั้น จึงมีท้ังจักรวรรดิโรมันตะวันตกคือโรม และจักรวรรดิโรมันตะวันออก คือ คอนสแตนติโนเปิล
- ขณะที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายไปในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ส่วนตะวันออกยังดำเนินต่อมาอีกพันปี
- การเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นการยึดครองเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์โดยจักรวรรดิออตโตมัน เวลาล้อมเมือง 53 วัน โดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 (ภายหลังเรียกเป็น “เมห์เหม็ดผู้พิชิต”) เป็นผู้บัญชาการกองทัพออตโตมัน ส่วนจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 เป็นผู้บัญชาการกองทัพไบแซนไทน์ หลังพิชิตเมืองนี้ เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงตั้งเมืองนี้เป็นเมืองหลวงใหม่ของออตโตมัน
- สุลต่านได้เปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็น อิสตันบูล และเปลี่ยนโบสถ์เซนต์ โซเฟีย ให้เป็นมัสยิดของศาสนาอิสลามแทน
- มาถึงช่วงที่จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่ยุคเสื่อมและล่มสลายลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเหล่าขุนนาง ส่งผลให้การเมืองภายในประเทศอ่อนแอ และภายหลังได้มีการยกเลิกระบบสุลต่านลง
- มุสทาฟา เคมัล อาทาทืร์คมีชื่อเสียงในบทบาทของเขาในการรักษาชัยชนะของตุรกีออตโตมันในยุทธการที่กัลลิโพลี (ค.ศ. 1915) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งภายหลังจากความปราชัยและการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน เขาได้นำขบวนการชาตินิยมตุรกี ซึ่งได้ต่อต้านการแบ่งแยกแผ่นดินใหญ่ของตุรกีท่ามกลางอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรผู้มีชัย ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลในเมืองหลวงตุรกีในปัจจุบันคือ อังการา เขาได้มีชัยเหนือกองกำลังที่ถูกส่งมาโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ดังนั้นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า สงครามประกาศอิสรภาพตุรกี เขาได้ดำเนินทำการยุบจักรวรรดิออตโตมันที่เสื่อมโทรมและประกาศวางรากฐานของสาธารณรัฐตุรกีขึ้นมาแทน ในปี ค.ศ.1922 ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี
- ประธานาธิบดี เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ได้ร้องขอให้หน่วยงานระหว่างประเทศเปลี่ยนชื่อเรียกจากตุรกีเป็นตุรเคีย เนื่องจากคำว่าตุรกี ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของเคมบริดจ์ระบุว่า หมายถึง “สิ่งที่ล้มเหลวอย่างรุนแรง” หรือ “คนเซ่อหรือคนโง่” หรือ “ไก่งวง”


การเดินทางของเรา เป็นเวลา 9 วัน 6 คือ เดินทางด้วยสายการบิน Turkish Airlines (TK) บินตรงจากไทยไปยังเมืองอิสตันบูล เราเลือกเดินทางไปทางทัวร์ เพราะต้องการความสะดวกสบายทั้งด้านการเดินทาง การขนส่ง และต้องเก็บรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวให้ครบถ้วน
- TIP: ต้องศึกษารายการเที่ยวของแต่ละโปรแกรมให้ดีนะ เพราะแต่ละโปรแกรมมีสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกัน (แค่เล็กน้อย) ถ้ามี wish list สถานที่ที่อยากไป ต้องดู เช่น Wish list ที่เราอยากไป คือ เมืองโบราณเอฟเฟซุส แต่ก็มีรายการไปค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะวิ่งตรงไปเมืองโบราณเฮียราโพลิส เลย







ค่าเงินทูร์เคีย ใช้สกุลเงิน “ลีร่า” (TRY) ควรแลกเป็นสกุลเงินดอลล่าร์ หรือยูโรไปก่อน แล้วค่อยไปแลกเงินลีร่าที่ทูร์เคีย โดย 1 ลีร่า = 1.15 บาท

ว่าแล้ว เราไปตามรอยอารยธรรมโรมันตะวันออกกันเถอะ
1. อายาโซเฟีย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก






แรกเริ่มเดิมทีมหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นคริสตสถานของชาวกรีกนิกายออร์โธดอกซ์ใจกลางกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออก ที่ยืนหยัดมานับพันปีหลังอาณาจักรโรมันตะวันตกล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5





พอถึงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ศาสนจักรในเมืองหลวงด้านตะวันออกก็แยกตัวออกจากสันตะสำนักที่กรุงโรม กลายเป็นนิกายออร์โธดอกซ์ ก่อนจะถูกกองทัพชาวออตโตมันนำโดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 โจมตีจนแตกวิหารแห่งนี้ก็เปลี่ยนเป็นมัสยิด ภาพโมเสกไอคอนของพระเป็นเจ้าและนักบุญต่างๆ ก็ถูกโบกปูนทับหรือเอาม่านปิดไว้

เวลาต่อมา ใน ค.ศ.1935 ศาสนสถานแห่งนี้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยนายคามาล อตาเติร์ก (Kemal Atatürk) รัฐบุรุษของตุรกีมีนโยบายสร้างรัฐฆราวาส พยายามแยกศาสนาออกจากการเมืองเพื่อนำชาติก้าวไปสู่โลกสมัยใหม่ ฮาเกียโซเฟียจึงเผยโฉมต่อสาธารณชนอีกครั้งในฐานะอาคารจัดแสดงที่เต็มไปด้วยกลุ่มทัวร์ ใส่รองเท้าและเดินชมได้ทุกซอกทุกมุม (รวมทั้งต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อตั๋วด้วย)






แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ เมื่อรัฐบาลตุรกีมีนโยบายสนับสนุนศาสนาอิสลามอีกครั้ง ฮาเกียโซเฟียจึงอาจพลิกโฉมตัวเองอีกรอบ แม้ว่าจะมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการรบกวนงานศิลปกรรมโบราณ เช่น ภาพพระคริสต์ นักบุญ แม่พระ ที่ประดับด้วยโมเสกภายในก็ตาม





2. ฮิปโปโดรม หรือ จัสตุรัสสุลต่านอาห์เมต
จัตุรัสแห่งนี้เดิมถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองในยุคไบแซนไทน์ เป็นลานกว้างใช้เป็นสนามกีฬาแข่งม้าและสถานที่จัดแสดงกิจกรรมต่างๆ แต่ในปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งาน คงเหลือเพียงร่องรอยในอดีตที่มีแต่เสาโบราณ 3 ต้น โดยมีชื่อเรียกเสาทั้ง 3 ต้น ดังนี้
เสาโอเบลิสก์แห่งกษัตริย์เธโอโดเซียส (Obelisk of Theodosius) เป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมฐานกว้างเรียวยาวขึ้นไปเป็นยอดแหลม เดิมเคยตั้งอยู่ที่ประเทศอียิปต์จากการสร้างโดย ฟาร์ธุตโมซิสที่ 1 เป็นเสาหินแกรนิคที่สวยงามด้วยความสูง 20 เมตร บนปลายยอดเสาถูกแกะสลักเป็นรูปขององค์ฟาร์โรห์บูชาสุริยเทพ เมื่อจักรพรรดิโอโดเซียรบชนะอียิปต์ ก็ได้ย้ายเสาต้นนี้จากอียิปต์มาประดับไว้ที่อีสตันบูลใช้เวลาการย้ายนานถึง 30 ปี โดยการสร้างฐานหินอ่อนไว้รอก่อนแล้วแกะสลักฐานเป็นรูปจักรพรรดิโอโดเซีย กำลังพระราชทานรางวัลให้แก่นักรบ โดยมีพระโอรส อาร์คาดิอุส และโฮโนริอุส มีทหารและพลเมืองมาแสดงความยินดีกับชัยชนะในครั้งนี้ เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวทัวร์ตุรกีมักจะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก


เสางู (Snake Column) เป็นเสาบรอนซ์ที่แกะสลักเป็นรูปงู 3 ตัว พันเกียวกันไปมาเป็นเสาที่ชาวอีตันบูลยอมรับว่าเก่าแก่ที่สุดที่คงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ แต่เดิมเมื่อเริ่มสร้างเสาต้นนี้มีความสูง 8 เมตร แต่ด้วยเวลาอันยาวนาน ทำให้สึกกร่อนเสียหายไปจนปัจจุบันเหลือความสูงเพียง 5 เมตร

เสาคอนสแตนติน (Constantinople) ตั้งตามชื่อของพระเจ้าคอนสแตนตินจักรพรรดิแห่งโรมัน เมื่อครั้งเริ่มสร้างเป็นเสาบรอนซ์ แต่ในช่วงสงครามโดนศัตรูหลอมเอาบรอนซ์ไปจนหมด ปัจจุบันถ้านักท่องเที่ยวทัวร์ตุรกีเข้าไปชมก็จะเห็นเพียงเสาปูนเท่านั้น ความสูงของเสาประมาณ 32 เมตร เดิมเป็นรูปเกษตรกรและชาวประมง

3. ฺ Blue Mosque สุเหร่าสีน้ำเงิน
มัสยิดหลังนี้ มีชื่อเดิมว่า “มัสยิดสุลต่านอาเหม็ดที่ 1 (Sultan Ahmed Mosque) ถูกสร้างขึ้นในสมัยของสุลต่านอาเหม็ดที่1ระหว่างปี ค.ศ. 1606 แล้วเสร็จในปี 1616 เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ ออตโตมัน และตั้งใจว่าจะต้องสร้างให้ใหญ่และสวยกว่า อายา โซเฟีย
ความอลังการของตัวโบสถ์ ที่มีความใหญ่โต ประดับไปด้วยหลังคาสีน้ำเงิน มีความสวยงามแปลกตา รวมถึงการตกแต่งภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าจากอิซนิค ลวดลายเป็นดอกไม้ต่างๆ เช่นกุหลาบ ทิวลิป คาร์เนชั่น เป็นต้น
4. ช่องแคบบอตฟอรัส
เป็นช่องแคบที่แบ่งเส้นระหว่างยุโรปและเอเชีย เป็นช่องแคบที่เชื่อมระหว่างทะเลมาร์มาราและทะเลดำ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันศัตรูของประเทศตุรกี ตั้งแต่ในอดีตกาลจนมาถึงปัจจุบัน









นั่งเรือเฟอรี่ข้ามฟากก็มีนะ



5. ตลาดสไปร์ท หรือตลาดอียิปต์
ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายเครื่องเทศ ร้านผัก ร้านอาหารสัตว์ ครบเครื่องมาก ๆ ราคาถูก อารมณ์คล้ายๆ ตลาดสำเพ็งบ้านเรา














6. Grand Bazaar
ร้านค้าหลากหลาย ต่อราคาได้ แมวเยอะมาก








7. จัตุรัสแม็กซิมสแควร์
ย่านนี้เหมือนอยู่ในยุโรปจริงๆ ทั้งอาคาร บ้านเรือน และรถราง อากาศดีมาก เย็นๆ ร้านอาหาร ร้านค้าเยอะมาก มีอนุสาวรีย์ของท่านอตาเติร์กด้วย







8. ม้าไม้เมืองทรอย (ตัวในหนังฮอลิวูด) เมือง Çanakkale
สงครามที่สําคัญตํานานของกรีกและกรุงทรอย กองทัพกรีกคิดแผนการที่จะตีกรุงทรอยโดยการสร้างม้าไม้จําลองขนาดยักษ์ โดยทหารกรีกเข้าไปซ่อนด้านในม้า แล้วนำมาวางไว้หน้ากรุงทรอยเหมือนเป็นของขวัญและได้ถอยทัพออกไป
เมื่อชาวทรอยเมื่อเห็นม้าโทรจัน ก็ยินดีคิดว่ากองทัพกรีกได้ถอยทัพไปแล้ว จึงเข็นม้าโทรจันเข้ามาในเมืองแล้วทําการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เมื่อชาวทรอยนอนหลับกันหมด ทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ก็ออกมา แล้วทําการเปิดประตูเมืองให้กองทัพกรีกเข้ามาในเมืองแล้วก็สามารถยึดเมืองทรอยได้สำเร็จ






- Oytun Park Hotel เมือง Çanakkale โรงแรมมาตรฐาน มี Minimart อยู่ใกล้ๆ พิกัด Google Map คลิก








ห้องอาหาร มีอาหารไม่ค่อยหลากหลาย มีไก่ย่างที่พอกินได้







9. Red Hall เมือง Bergama ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 2014

“มหาวิหารแดง” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Red Hall และ Red Courtyard เป็นวัดที่ซากปรักหักพังในเมืองโบราณ Pergamon ซึ่งปัจจุบันคือเมือง Bergama ทางตะวันตกของตุรกี วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยจักรวรรดิโรมัน สไตล์อียิปต์





วิหารสไตล์อียิปต์ที่คุ้นเคย




10. Ephesus Ancient City ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 2015

เป็นเมืองในสมัยกรีกโบราณซึ่งเคยรุ่งเรืองและใหญ่เป็นอับดับสองของจักรวรรดิโรมันรองจากเมืองหลวงคือโรม โดยในปี ค.ศ. 2015 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เอฟิซัสเป็นมรดกโลก เมืองโบราณแห่งนี้นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศตุรกี

ภายในบริเวณอันกว้างใหญ่ของเอฟิซัสมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ โรงอาบน้ำ (Roman Bath) โรงละครโบราณ (Theatre) ที่จุผู้ชมได้ถึง 25,000 คน หอสมุดเซลซุส (The Library of Celsus) ซึ่งนับเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นและยังเป็นห้องสมุดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอันดับ 1 คือห้องสมุดที่อเล็กซานเดรียน ประเทศอียิปต์ และอันดับ 2 ที่เมืองเพอร์กามัม (Ruins of Pergamum) ซึ่งอยู่ที่จังหวัดอิซเมียร์ประเทศตุรกีเช่นเดียวกันแต่ปัจจุบันไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว






– Varius Bath of Ephesus สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 2 โดยสร้างจากหินอ่อนและประกอบด้วยโครงสร้างสามส่วนห้องทั้งสามส่วนนี้ประกอบด้วย ห้องหนึ่งเป็นน้ำเย็น ห้องหนึ่งเป็นน้ำอุ่น และห้องหนึ่งเป็นน้ำร้อน นอกจากนี้ยังมีห้องนั่งพักผ่อนและอ่านหนังสือที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง

– Odeon โรงละครเล็กหรือ Odeon ใช้สำหรับเป็นที่ประชุมสภา โดยจะมีขนาดเล็กกว่าโรงละครใหญ่หรือ Theatre จุคนได้จำนวน 1,400 คน




– Great Theatre สร้างขึ้นในยุคจักรพรรดิคลาวเดียส (41-54 AD) แล้วเสร็จในยุคจักรพรรดิทราจัน (98-117 AD) ในอดีตโรงละครแห่งนี้มีสองชั้น และสามารถจุผู้ชมได้ถึง 25,000 คน



– The Library of Celsus หอสมุด Celsus ที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้ถูกชาวกอท (Goth) ซึ่งเป็นชนเผ่าเจอร์มานิคตะวันออกเผาทำลาย เอกสารต่างๆ และตัวอาคารได้จึงรับความเสียหาย ปัจจุบันเหลือให้เห็นเฉพาะส่วนที่เป็นด้านหน้าของตัวอาคาร นอกจากนี้ยังมีจุดบูชาเทพเจ้าและสิ่งอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก
บริเวณด้านหน้าของหอสมุดเซลซุสเป็นรูปปั้นเทพี 4 องค์ เรียงลำดับจากซ้ายไปขวาได้แก่ เทพีโซเฟีย (Sophia), เทพีอเรเต้ (Arete), เทพียูโนเอีย (Ennoia) และเทพีเอพิสเทเม่ (Epistem)




– Hadrian’s Temple Hadrian’s Temple สร้างขึ้นประมาณสมัย ค.ศ.138 บนวิหารจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการสร้างเมือง

– Fountain of Trajan บริเวณนี้เป็นน้ำพุที่สร้างขึ้นแด่จักรพรรดิ Trajan

– Domitian Square / Temple of Domitian ในอดีตจัตุรัสโดมิเทียน (Domitian Square) เคยเป็นวิหารซึ่งสร้างถวายแด่จักรพรรดิโรมันโดมิเทียนแห่งโรมัน ปัจจุบันเหลือเสาหินโบราณตั้งตระหง่านอยู่เพียง 2 ต้น

นอกจากนี้ Ephesus ยังเป็นที่ตั้งของวิหารอาร์เทมิส (Temple of Artemis) ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นหนึ่งในชุมชนคริสเตียนยุคแรกที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย แม้ว่าปัจจุบันวิหารอาร์เทมีสที่เคยยิ่งใหญ่และงดงามในอดีตจะเหลือซากเสาอยู่เพียง 2 ต้นจากทั้งหมด 127 ต้น ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่บริเวณถนนทางเข้าฝั่ง North Gate แต่ซากเสาทั้งสองต้นและซากปรักหักพังต่างๆ เหล่านี้ก็พอจะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองท่าแห่งอาณาจักรโรมันที่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่กว่า 250,000 คนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
- Hitit Hotel จังหวัดอิซมีร์ ใกล้เมืองโบราณเอฟเฟซุส เป็นโรงแรมมาตรฐาน อาหารหลากหลาย พนักงานพูดเก่ง ทัวร์เราให้ทานทั้งเช้า กลางวัน และเย็นเลย พิกัดโรงแรม google map คลิก

















11. ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1988

ปามุกแปลว่าฝ้าย คาเลย์แปลว่าปราสาท เป็นน้ำตกสีขาวโพลน ลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นส่งประกายสะท้อนกับแสงแดดระยิบระยับ บนหน้าผา โตรกเขา สีขาวบริสุทธิ์ของแร่แคลเซียมที่เกาะตัวอยู่บนเนินเขา ลดหลั่นลงมาดังป้อมปราการเกิดจากน้ำพุร้อนที่มีแร่แคลเซียมคาร์บอเนตผสมอยู่เป็นจำนวนมากในธรรมชาติ เมื่อน้ำแร่ไหลไปตามพื้นหิน แคลเซียมจะเกาะตัวติดอยู่กับหิน ส่วนคาร์บอนเนตจะแปรสภาพกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์แยกตัวไป นานๆ เข้าแคลเซียมขาวจะเกาะเต็มพื้นหินบนภูเขาจนมองไม่เห็นพื้นหิน พื้นดิน รูปร่างจะเปลี่ยนไปตามรูปร่างของพื้นหินที่เกาะอยู่เป็นรูปทรงต่างๆ แปลกตา แลดูเหมือนกับแอ่งน้ำบนสวรรค์ หรือฉากในดินแดนแห่งเทพนิยาย







12. “เฮียราโพลิส (Hierapolis) ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1988

คือ เมืองแห่งความศักดิ์สิทธิ์ สันนิษฐานกันว่าเมืองนี้มีอายุกว่า 2,200 ปี ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ 133 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยกษัตริย์ยูเมเนสที่ 2 (Eumenes II) แห่งอาณาจักรเพอร์กามอน (Pergamon) เมืองโบราณเฮียราโพลิสตั้งอยู่บนยอดเขาของปามุคคาเล่ กินพื้นที่ยาวร่วม 2,700 เมตร และเป็นเมืองตากอากาศของมาร์คแอนโทนี่และคลีโอพัตราอันโด่งดัง ภายในเมืองโบราณเฮียราโพลิสมีทั้งโรงละครโรมัน (Roman Theatre) ที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 2 สร้างโดยการสกัดเข้าไปในไหล่เขาเพื่อทำเป็นอัฒจันทร์สำหรับให้คนนั่งชมการแสดง การแข่งขัน และมีใช้สำหรับจัดงานเทศกาลสำคัญต่างๆ โรงละครโบราณนี้คนได้มากถึงประมาณ 12,000 คน







ที่เฮียราโพลิสยังมีพิพิธภัณฑ์เฮียราโพลิส (Hierapolis Museum) ซึ่งในอดีตเคยเป็นโรงอาบน้ำกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองในสมัยโบราณ โดยต่อมาได้ถูกปรับปรุงให้พิพิธภัณฑ์เมื่อปี ค.ศ.1984



- Tripolis Hotel โลเคชั่นเริ่ดมาก วิวปามุคคาเล่ แถมช่วงเช้ามีบอลลูนด้วย พิกัดโรงแรม google map คลิก








ห้องพักกว้างขวาง วิวสวย





ห้องอาหารดีมาก อาหารหลากหลาย มีพิซซ่าตุรกีอร่อยมาก ดีงามทั้งอาหารเช้าและอาหารเย็น







13. พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (Mevlana Museum) เมืองคอนย่า โดย เมฟลาน่า เจลาเลดดิน รูมี่ ผู้วิเศษในศาสนาอิสลาม เป็นผู้เชิญชวนให้ผู้คนให้มานับถือศาสนาอิสลาม

- สถาปัตยกรรมแบบเซลจุก ภายนอกดูเรียบง่ายประตูทางเข้าใหญ่โตและสง่างาม บางแห่งหรูหราตามแบบบารอก การตกแต่งภายในสวยงามและกลมกลืน มักใช้กระเบื้องสีขาวกับฟ้า อาจใช้กระเบื้องสีอื่นซึ่งไม่ใช่สีแดง เพราะกระเบื้องสีแดงเพิ่งเริ่มใช้ในยุคออตโตมัน
- ทุกปีในช่วงเดือนธันวาคม สาวกของสำนักลมวนจะจัดพิธีซีมา (Sema) หรือพิธีเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเมฟลานาผู้ก่อตั้งนิกาย ด้วยการเต้นรำ (Sema Dance) ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเหล่าสาวกสำนักลมวนจะสวมชุดกระโปรงยาวบานสีขาว สวมหมวกทรงกระบอก ออกมาร่ายรำหมุนตัวไปรอบๆ ให้เข้ากับจังหวะกลองและเสียงดนตรี ท่วงทำนองลี้ลับ อันเป็นการแสดงออกซึ่งความตายและการรวมเข้ากันเป็นหนึ่งกับพระอัลเลาะห์ ซึ่งทุกวันนี้ สำนักลมวนกลายเป็นหนึ่งในตำนานสำคัญของศาสนาอิสลาม ที่ยังทิ้งมรดกสำคัญไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้กัน






14. Cappadocia คับปาโดเกีย ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 1988

เป็นพื้นที่อาณาเขตใหญ่ ตั้งอยู่ทางตอนกลางของที่ราบสูงอนาโตเลีย (Anatolia) คัปปาโดเกียกินพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศตุรกี สิ่งที่น่าสนใจของคัปปาโดเกียที่ทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตุรกีนั้น คือ ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาหินรูปทรงต่างๆ มีความสวยงามและแปลกตาเป็นอย่างมากเมื่อมองจากมุมสูง


กิจกรรมยอดนิยมของที่นี่ คือ การชมบอลลูน จะขึ้นเองก็ได้ ราคาประมาณ 300 USD หรือจะนั่งรถคลาสิก หรือรถจิ๊บ ราคา 120 USD หรืออย่างเรา เดินล่าบอลลูน ในราคา 0USD







15. Göreme Open Air Museum ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 1985 มหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และ อิทธิพลทางศาสนาของชาวคัปปาโดเชียน (Cappadocian) ไปพร้อมๆ กัน














มีลักษณะเป็นเนินหุบเขา มีความกว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยถ้ำใต้ดิน และ โบสถ์ทางศาสนาคริตส์ตั้งอยู่มากมาย ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตก่อนศตวรรษที่ 4 ในยุคที่จักรวรรดิโรมันสั่งประหารชาวคริสเตียน และ นักบวช พวกเขาจึงได้ทำการลี้ภัยมารวมตัวกันที่เมืองเกอเรเม่ และได้สร้างห้องพัก ห้องครัว ห้องน้ำ รวมไปจนถึงสร้างโบสถ์ศาสนาคริสต์ขึ้นมาในเมืองมากมายจำนวนกว่า 10 แห่ง ซึ่งมีทั้งขนาดเล็ก และ ชนาดใหญ่ ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือสถาปัตยกรรม และ ภาพวาดฝาผนังของโบสถ์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นวิวัฒนาการทางศิลปะ ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่วาดด้วยการใช้รูปทรงทางเรขาคณิต จน เริ่มมีการพัฒนาวาดภาพด้วยสีสันสดใสซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกริยาบถของพระเยซู และ คำสอนในพระคัมภีร์ นั่นเอง
16. เมืองใต้ดินแห่งตุรกี Underground City ซ้อนอยู่กว่า 40 แห่ง และเคยเป็นแหล่งชุมชนของประชากรนับหมื่นคนอีกด้วย





17. หุบเขานกพิราบและจุดชมวิว










- Hotel Surban โรงแรมสไตล์ถ้ำ ขนาดกระทัดรัด น่ารักมากๆ ต้องออกไปหน้าโรงแรมสักหน่อย สามารถพบบอลลูนในช่วงเช้าได้ พิกัดโรงแรม Google map คลิก







ห้องพักสไตล์ถ้ำ พักแบบพอดี ๆ คน น่ารัก






18. มัสยิดโคจาเทเป (Kocatepe Mosque)
มัสยิดใหญ่ที่สุดในอังการา ใช้เวลาสร้างราว 20 ปี ระหว่างปี ค.ศ.1967-1987 การก่อสร้างในช่วงแรกนั้น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพราะมีสถาปัตยกรรมและรูปลักษณ์ที่ทันสมัย แตกต่างไปจากมัสยิดแบบเดิม จนต้องมีการหยุดสร้างชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนก่อนจะได้รับการยอมรับในที่สุด








สำหรับรูปแบบของมัสยิดเป็นสไตล์สถาปัตยกรรมออตโตมัน-นีโอคลาสสิก ลอกแบบมาจาก Blue Mosque ของเมืองอิสตันบลู
19. สุสานมุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก (ATATURK MAUSOLEUM) ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ Emin Onat โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างฮิตไทต์และอนาโตเลียโบราณ ภายในมีโลงศพ (แต่ไม่ได้บรรจุศพไว้ ) ของ “มุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์ก” ประธานาธิบดีคนแรกและรัฐบุรุษ รวมทั้งเป็นบุคคลอันเป็นที่เคารพรักอย่างสูงสุดของชาวตุรกี






- New Park Hotel เมืองอังการา เมืองหลวงของประเทศ โรงแรมนี้ ค่อนข้างใหญ่ ห้องพักใหญ่ อาหารบุฟเฟ่ต์หลากหลาย ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง สามารถเดินไปช้อปปิ้งได้ มีร้านกาแฟ คาเฟ่ mini mart อยู่ใกล้ๆ พิกัด google map คลิก











- Mercure Istanbul West Hotel & Convention Center โรงแรมใหญ่ มีจำนวนห้องพักเยอะ ห้องพักใหญ่ เราทานเฉพาะอาหารเช้าที่เป็นบุฟเฟ่ต์ ลูกค้าเยอะมาก แย่งกันกิน โรงแรมอยู่นอกเมือง แต่ก็มีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้ๆ สามารถเดินข้ามถนนไปได้ อยู่ใกล้ๆ พิกัด google map คลิก








Leave a Reply