21-27 ตุลาคม 2566 เราไปเที่ยวกันที่อิตาลี ประเทศในฝันของเรา เพื่อไปตามหาและเห็นด้วยตาตัวเอง กับ 2 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก World heritage ที่มีอยู่ทั่วเมืองอิตาลี
การเดินทางครั้งนี้ เราไปกันแบบทัวร์นะคะ เพราะเราต้องการความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว นั่งรถระหว่างเมือง การขนย้ายกระเป๋าเดินทางด้วย เรียกได้ว่า VIP นั่นเอง
รายการของเรา “เที่ยวอิตาลี โรม ฟรอเรนส์ ปิซ่า เวนิส มิลาน” 7 วัน 4 คืน
Day 1 วันเดินทาง เราเดินทางด้วยสายการบิน Singapore Airlines ขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไปต่อเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็นั่งยาว ๆ จนถึงกรุงโรม ประเทศอิตาลี







Day 2 เที่ยวชมทั่วกรุงโรม
เราถึงสนามบินเลโอนาร์โด ดาวินซี-ฟีอูมีชิโน (Leonardo da vinci) เวลา 8.40 น. ผ่าน ตม. มาอย่างง่ายดาย เราใช้เวลาแต่งตัวเล็กน้อย ก็เดินทางเข้าเมืองด้วยรถบัสของคณะทัวร์
Note เวลาอิตาลี ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง
Youtube คลิก เที่ยวกรุงโรม อิตาลี ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก part 1
- เที่ยวนครรัฐวาติกัน (Vatican) มรดกโลก world heritage ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก และเป็นศูนย์กลางแห่ง คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก แถมยังเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นครวาติกันถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และเป็น 1 ใน 4 ของมหาวิหารเอกของเมืองโรมที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองนครรัฐวาติกัน เป็นสิ่งก่อนสร้างที่ใหญ่ที่สุดในนครรัฐวาติกัน และเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โบสถ์ถูกสร้างขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรตที่ 4 เป็นรูปแบบบาซิลิกา จนถึงมาถึงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาโบสถ์นั้นได้มีสภาพทรุดโทรม จึงมีการสร้างขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเรเนซองที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม บริเวณจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ (St.Peter’s square) มีขนาดใหญ่มาก ผู้คนเยอะมาก รอเข้าคิวเข้าชมด้านในของมหาวิหาร ซึ่งเราไม่เข้าชมเพราะเวลาไม่พอ

ขณะเดินทางมาที่นี่ ฝนตกหนักมาก แต่พอมาถึงฝนหยุดตก ท้องฟ้าแจ่มใสมาก แล้วเราก็บังเอิญมาจังหวะที่มีกิจกรรมเทศน์โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พอดี ถือว่าเราโชคดีมาก ๆ
นครรัฐวาติกันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในนครรัฐวาติกัน ทั้งทางด้านนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ

เราชมความสวยงามและถ่ายรูปเยอะมาก ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ส บาซิลิก้า (st.Peter’s Basilica) และเสาโอเบลิคส์ขนาดใหญ่ Obelisk of St Peter’s Square ไม่มีการแกะสลักว่าเป็นเสาของฟาโรห์องค์ใด
และที่เราอินสุด ๆ คือสถานที่นี้ เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง Angle and Demon




- City tour เดินชมทั่วกรุงโรม เริ่มกันที่ จัตุรัสนาโวนา Piazza Navona
จัตุรัสที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและสวยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ทั้งน้ำพุสวยๆ หลายจุดในบริเวณ ร้านอาหารหลายร้าน ตึกอาคารสีสันสดใส และเพียบไปด้วยสินค้าอาร์ตๆ และโชว์เก๋ๆ ให้ได้ชมกัน และเคยเป็นสนามกีฬาโรมันโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 86 ภายใต้ชื่อ Stadium of Domitian ในสมัยของจักรพรรดิโรมันโดมิเทียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวโรมันในอดีตสามารถเดินทางมาเข้าชมการต่อสู้ที่จำลองมาจากการต่อสู้ทางทะเล เนื่องจากเคยเป็นสนามกีฬามาก่อนจัตุรัสแห่งนี้จึงมีรูปร่างลักษณะเป็นรูปทรงวงรีตามแบบฉบับของกีฬาที่เป็นลานประลองมาก่อนนั่นเอง
น้ำพุที่สวยงามที่ประกอบไปด้วยเสาโอเบลิกส์ตั้งอยู่กลางน้ำพุ ซึ่งเป็นเสาแบบเดียวกับด้านหน้า Sant’Agnese โบสถ์สไตล์บาโรก โดยเสานี้นั้นนำเข้าจากประเทศอียิปต์กันเลยทีเดียว นอกจากเสาเด่นตระหง่านตรงกลางแล้ว น้ำพุยังประกอบไปด้วยรูปปั้นที่เป็นตัวแทนของการแสดงถึงแม่น้ำสายสำคัญของทั้ง 4 ทวีปได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำไนท์ แม่น้ำดานูปและแม่น้ำพลาต้า อันเป็นที่มาของชื่อจตุมหานทีนั่นเอง
และที่เราอินสุด ๆ คือสถานที่นี้ เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง Angle and Demon โดยเป็นวิหารแห่งน้ำนั่นเอง





น้ำพุเทรวี่ Fontana di Trevi
เป็นลานน้ำพุและอนุสรณ์สถานที่จัดได้ว่าสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยนอกจากในเรื่องของความสวยงามแล้วที่นี่ยังมีเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเกี่ยวกับการโยนเหรียญอธิษฐานที่เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมกันอีกด้วย
น้ำพุแห่งนี้นั้นสวยงามด้วยรูปปั้นที่มีความหลากหลายรูปแบบและเปี่ยมไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นเทพเนปจูนขี่ม้าติดปีกที่บริเวณส่วนกลางของน้ำพุที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ขนาบข้างด้วยไททันเทพครึ่งคนครึ่งปลา ที่ทั้ง 2 นั้นได้ควบม้าที่มีลักษณะแตกต่างกัน

นอกจากในเรื่องของประติมากรรมอันงดงามแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวมาเยือนที่น้ำพุแห่งนี้คือการโยนเหรียญอธิษฐานนั่นเอง โดยตามธรรมเนียมนั้นสามารถใช้เหรียญสกุลเงินใดก็ได้ จากนั้นอธิษฐานขอให้ได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้งก่อนที่จะหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายให้เหรียญหล่นลงไปในน้ำพุให้ได้ หากเหรียญหล่นไปใต้น้ำพุนั้นเชื่อกันว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งนั่นเอง ความเชื่อนี้เป็นธรรมเนียมที่เหล่านักท่องเที่ยวให้ความนิยมกันเป็นอย่างมาก โดยในแต่ละวันนั้นมีผู้โยนเหรียญลงไปในบ่อน้ำพุมากราว 3,000 ยูโรเลยทีเดียว ซึ่งเงินในส่วนนี้นั้นนำไปบำรุงซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับช่วยเหลือผู้ยากจนในกรุงโรม แต่บางครั้งก็ยังมีคนมาขโมยเงินในส่วนนี้อยู่เสมอ




- วิหารแพนธีอัน Pantheon
เทวสถานศักดิ์สิทธิ์ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วง 27-25 ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย มาร์คุส วิบซานิอุส อะกริบปา (Marcus Vipsanius Agrippa) แม่ทัพซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาของ จักรพรรติออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน แม้จุดประสงค์ในการสร้างในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของ จักรพรรดิฮาเดรียน ในปี ค.ศ. 126 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเทวสถานบูชาเทพเจ้าแห่งกรีก-โรมันทั้ง 7 แห่งดาวในระบบสุริยะ ได้แก่ พระอาทิตย์ (Apollo) พระจันทร์ (Diana) อังคาร (Mars) พุธ (Mercury) พฤหัส (Jupiter) ศุกร์ (Venus) และ เสาร์ (Saturn)
แต่เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 609 วิหารแพนธีออนแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์คริสต์ และยังคงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงโรมต่อไป ที่นี่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ราฟาเอล (Raphael) หนึ่งในจิตรกรอันเลื่องชื่อจากยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) และ กษัตริย์เอมานูแอลที่สอง (Victor Emmanuel II) ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว

เข้าชมด้านในฟรีนะ แต่เราไม่ได้เข้าชม เพราะคนรอคิวเยอะมาก รอไม่ไหว
และที่เราอินมากอีกแล้ว เพราะสถานที่นี้ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องเลย เช่น อินเดียน่าโจนส์ national treasure
เสาโอเบลิคส์ของที่นี่ มีขนาดเล็กกว่าสถานที่อื่น แต่มีลายสลักที่ละเอียด สวยมาก
เสา (column) ที่มีหัวเสาแบบโครินเธียน (Corinthian) ที่ตั้งรับน้ำหนักหน้ามุขของวิหาร มีน้ำหนักต้นละ 60 ตัน สูง 11.8 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร เสาแต่ละต้นนำมาจากอียิปต์โดยชักลากมาเป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรจากเหมืองหินสู่แม่น้ำไนล์บนแคร่ไม้ ก่อนจะนำลงเรือล่องมาตามแม่น้ำไนล์ในช่วงที่ระดับน้ำขึ้นสูงระหว่างฤดูน้ำหลาก แล้วจึงเปลี่ยนมาบรรทุกในเรือพายข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียนไปขึ้นบกที่เมืองท่าออสเตีย (Ostia) แล้วจึงนำลงเรือแล้วชักลาไปตามแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber River) สู่กรุงโรม





- บันไดสเปน Scalinata di Trinità dei Monti
เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป แต่เดิมนั้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของสถานฑูตสเปน ซึ่งได้รับการตกแต่งสวยงามและล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมแกะสลักอันงดงามอันเป็นเอกลักษณ์แบบโรมันของกรุงโรม รวมทั้งสถานที่จัดงานอีเว้นท์สำคัญๆหลายๆงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น งานแสดงแฟชั่น
บริเวณด้านหน้าบันไดแห่งนี้นั้นก็มีน้ำพุด้วยเช่นกัน เรียกว่าน้ำพุเรือแตก และแน่นอนว่าเต็มไปด้วยเหรียญจากการเสี่ยงทาย แต่น้ำพุหน้าบันไดสเปนนั้นไม่ได้ขิ้นชื่อเรื่องการเสี่ยงทายอธิษฐานที่จำเพาะเจาะจงในเรื่องการมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งเหมือนน้ำพุเทรวี
ปัจจุบันเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้า Brand name สุดหรู มีร้านอาหาร ไอศกรีมเจลาโต้อันลือเลื่อง
สถานที่นี้ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Mission impossible, Fast









- โคลอสเซียม Colosseo
เช็คอิน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งแต่ยุคโบราณ จนถึงยุคใหม่ สถานที่นี้ยังคงความแข็งแรง และยิ่งใหญ่เสมอ

เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี
สถานที่นี้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Gladiator อันโด่งดัง
บริเวณใกล้เคียง คือ ประตูชัยของคอนแสตนติน (Arch of Constantine)สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของจักรพรรดิคอนสแตนตินในการสู้รบที่สะพานมิลเวียน การออกแบบโดยทั่วไปของซุ้มประตูนั้นมีส่วนหลักที่มีโครงสร้างเป็นเสาเดี่ยว และห้องใต้หลังคาที่มีจารึกหลักอยู่ที่บริเวณด้านบน ซึ่งได้จารึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชัยชนะของการรบอันยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์โรมันนั่นเอง
และโรมันฟอรั่ม (Roman Forum) อารยธรรมของชาวโรมัน ปุพื้นถนนด้วยหินโบราณ ใช้เป็นเส้นทางสำหรับแห่ขบวนและงานศพ ปัจจุบันมีซากโบราณสถานตั้งเรียงรายอยู่ คล้าย ๆ กับอยุธยาบ้านเรา
เป็นอดีตศูนย์กลางทางด้านการเมือง ศาสนา และเศรษฐกิจของอาณาจักรโรมัน ที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมโรมันในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา












เดินไปเรื่อย ๆ มีสถานที่เก่าแก่มากมาย ใครที่ชอบอารยธรรมโบราณ พลาดไม่ได้กับการเยือนกรุงโรม

- ใกล้ๆ โคลอสเซียม มีร้านอาหาร PAPA Rex สไตล์อิตาเลี่ยนแท้ ๆ



- พักคืนแรก ที่ โรงแรม Best Western I Triangoli อยู่ใกล้ๆ สนามบินเลโอนาร์โด ดา วินชี โรงแรม 4 ดาว มาตรฐานโรงแรมดีงาม มีร้านอาหารอยู่ใกล้ๆ โรงแรมด้วย
Note โรงแรมที่อิตาลีส่วนใหญ่ไม่มีกาต้มน้ำ ที่นี่ก็เช่นกัน ถ้าอยากจะชงกาแฟ ต้มมาม่า หมดสิทธิ
พิกัด https://maps.app.goo.gl/TuqTEcWbPE6q4PuG6













Day 3 เมืองฟลอเรนซ์
Youtube คลิก เที่ยว Florence อิตาลี ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก Part 2
ตื่นมาแต่เช้า เราก็มาทานอาหารเช้าของโรงแรม แล้วออกเดินทางไปยังเมืองฟลอเรนซ์
ระหว่างทาง เราแวะทานอาหารเที่ยงที่เมืองเลคซิโอ (Leccio) และมี outlet ขนาดใหญ่ ชื่อ Leccio The mall Outlets
ร้านอาหารชื่อ Tosca Nino อาหารอิตาเลี่ยนแท้ ๆ อร่อย รสชาดถูกใจ เราสั่งพิซซ่าและสลัด จานใหญ่มาก




กินเสร็จ ก็ช้อปปิ้งเล็กน้อย เราเพิ่งรู้จักเครื่องสำอางยี่ห้อ KIKO แบรนด์แท้จากอิตาลี ก็ที่นี่แหล่ง ลิปติกสีสวย ปากไม่แห้ง ใช้ดีเลย




- เมืองฟลอเรนซ์ (World Heritage) ทั้งเมืองคือศิลปะ
เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะยุคเรเนสซองส์ มีโบราณสถานสำคัญและมีความเป็นธรรมชาติ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1982

ที่นี่เป็นเมืองหลวงของ แคว้นทัสคานี (Tuscany)ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-17 นครรัฐฟลอเรนซ์ ปกครองโดย ตระกูลเมดีชี (Medici) ตระกูลธนาคารผู้มั่งคั่งร่ำรวย เจ้าของธนาคารเมดิชี (Medici Bank) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปในช่วงเวลานั้น การเจริญเติบโตทางด้านการเงินและเศรษฐกิจทำให้นครรัฐฟลอเรนซ์มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากรุงโรมเลย อีกทั้งยังเป็นจุดกำเนิดของ ยุคเรเนสซองส์ (Renaissance) หรือ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา ในช่วงศตวรรษที่ 15 รวมถึงเหล่าศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในวงการศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ เช่น ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli), เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci), ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) และ กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) เป็นต้น

ด้วยการอุปถัมภ์และสนับสนุนของตระกูลเมดิชี ศิลปะและวัฒนธรรมของนครรัฐฟลอเรนซ์จึงมีความเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก ในอดีตผลงานศิลปะชิ้นเอกหลายชิ้นจากศิลปินชื่อดังล้วนเป็นของตระกูลเมดิชี แต่หลังจากที่ตระกูลหมดอำนาจ ผลงานศิลปะเหล่านั้นก็ตกเป็นสมบัติของเมืองฟลอเรนซ์ นำมาอนุรักษ์และจัดแสดงตามพิพิธภัณธ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่คนรุ่นหลัง





สะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio) สะพานที่เก่าแก่ที่สุดในฟลอเรนซ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 และเป็นสะพานแห่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้านในเป็นแหล่งรวมร้านขายเครื่องประดับและงานศิลปะ เราเลือกกันว่าสะพานชั่งทอง










มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Cathedral of Santa Maria del Flore) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ดูโอโม่ (มหาวิหาร) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 13 และใช้ระยะเวลาทั้งหมดถึง 140 ปีถึงจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1436 ด้วยเหตุนี้รูปแบบสถาปัตยกรรมของมหาวิหารจึงมีการผสมผสานศิลปะของแต่ละยุคสมัยเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โกธิค (Gothic) โรมาเนสก์ (Romanesque) ไปจนถึงเรสเนซองส์ (Renaissance)






คือวิหารสวยมาก ทุกมุมคือมีการแกะสลักแบบละเอียด ของจริงสวยกว่าในรูปมาก ณ สถานที่นี้ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ








หอศิลป์อุฟฟีซี (The Uffizi Gallery) เดิมสร้างขึ้นเพื่อเก็บสะสมผลงานของตระกูลเมดิชี แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่รวบรวมผลงานของตระกูลช่างฟลอเรนทีนและเรเนสซองส์ถึง 100,000 ชิ้น มีผลงานชิ้นเอกของ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) จิตกรอันเลื่องชื่อของยุคเรเนซองส์ตอนต้นนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีผลงานของ เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci), ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo), คาราวัจโจ (Caravaggio) และอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องลองไปชมสักครั้ง

ปาลาซโซเวคคิโอ (Palazzo Vecchio) พระราชวังเก่าของตระกูลเมดิชีที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13-14 ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็น ศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์ บริเวณด้านหน้าเป็นพื้นที่ของ เปียซซาเดลลาซิญญอเรีย (Piazza della Signoria) จัตุรัสรูปตัว L ที่มีประติมากรรมยุคเรเนสซองส์ตั้งอยู่มากมาย รวมถึง รูปปั้นเดวิด (Statue of David) ที่จำลองมาจากผลงานของหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรเนสซองส์อย่าง ไมเคิลแองเจโล นั่นเองค่ะ









- เราเข้าพักที่ โรงแรม Meridiana Country Hotel เมืองฟลอเรนซ์ อยู่ไกลเมือง เข้าสู่แหล่งธรรมชาติ บรรยากาศคล้ายๆ กับเขาใหญ่บ้านเรา



ห้องพักมาตรฐาน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ที่สำคัญมีกาต้มน้ำด้วย (ดีใจที่สุด)






ล็อบบี้ มีขายของพวกเครื่องประกัน กระเป๋า เสื้อผ้า ส่วนห้องอาหารมีอาหารไม่เยอะมาก แต่บรรยากาศอบอุ่น





Day 4 เช็คอิน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง หอเอนเมืองปิซ่า
Youtube คลิก เที่ยว Pisa Venice Milan ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก Part3
เมืองแห่งศิลปะที่สำคัญ เป็นเมืองเล็ก ๆอยู่ในแคว้นตอสคานา หนึ่งในสามสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ในจตุรัสดูโอโม เป็นหอระฆังรูปทรงกระบอก 8 ชั้น สูงถึง 56 เมตร สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวน้ำหนักรวมถึง 14,500 ตัน เดิมที หอเอนเมืองปิซ่าก็จะสร้างขึ้นมาให้เป็นหอตรงตั้งตรงเหมือนตึกทั่วไปแหละ หอนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1173 สร้างไปสัก 1 ใน 3 หอก็เริ่มเอียง เพราะดินใต้พื้นไม่มีชั้นหิน เป็นโคลนดินนิ่มๆ ก็เลยทรุดตัวจนหอเอนไปด้านทิศเหนือเล็กน้อย ทางผู้ก่อสร้างจึงหยุดก่อสร้างไป เพราะกลัวจะถล่มลงมา อีกประมาณ 100 ปีถัดมา ในปี ค.ศ.1272 Giovanni di Simone ก็ได้มาสร้างต่อจากของเดิม โดยพยายามสร้างชั้นบนให้ถ่วงไปด้านตรงข้ามก็คือด้านทิศใต้ (เป็นด้านที่เอียงอยู่ตอนนี้) เพื่อลดความลาดเอียงที่เกิดขึ้น สร้างยังไม่ทันเสร็จ ก็ต้องหยุดสร้างเพราะเกิดสงคราม กว่าหอเอนนี้จะสร้างเสร็จเรียบร้อยก็นั่นเลยปี ค.ศ.1372 รียกว่ากว่าจะมีให้เห็นอย่างทุกวันนี้ใช้เวลาสร้างร่วม 200 ปีเลยทีเดียว

นั่งรถรางเข้าชมหอเอนเมืองปิซ่า

ในปี ค.ศ.1935 วิศวกรปรับปรุงฐานให้หอเอนนี้หนาแน่นด้วยการเทคอนกรีตลงไปที่ฐานราก เพื่อยึดฐานของหอให้มั่นคงขึ้น เพื่อหยุดการโน้มเอียง แต่หอนี้ยังคงเอียงไปทางทิศใต้เรื่อยๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1990-2001 ได้มีการปรับปรุงอีกครั้งเพื่อสร้างความแข็งแรงไม่ให้หอล้มครืนลงมา แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนปัจจุบันหอเอนปิซ่ายังค่อยๆ โน้มตัวเอนลงเรื่อยๆ ถึงประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่า หอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุก ๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว
- จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา Piazza del Duomo ประกอบด้วยไปด้วยกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987
- หอศีลจุ่ม Battistero di San Giovanni อาคารหลังคารูปทรงโดมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นโบสถ์ที่ใช้ในการทำพิธีศีลจุ่มที่ใหญ่ที่สุดในศาสนาคริสต์ อายุ 600 ปี
- อาสนวิหารปิซา Cattedrale di Pisa เป็นอาสนวิหารโรมันคาธอลิกยุคกลางที่อุทิศให้กับการอัสสัมชัญของพระแม่มารี ใน Piazza dei Miracoli ในเมืองปิซา ประเทศอิตาลี โครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในสามแห่งในพลาซ่า











เราเดินทางต่อไปยังเมืองเวนิสเพื่อเข้าที่โรงแรม AMEDIA Hotel Noventa
พิกัด https://maps.app.goo.gl/YqQd6nb14pZ2SiZo9

ห้องพักขนาดกระทัดรัด บริการมาตรฐานทั่วไป ห้องอาหารเช้าไม่ใหญ่ อาหารค่อนข้างดี แต่ไม่เยอะ หากมาเป็นกลุ่มใหญ่ ต้องแบ่งเวลากันทาน












ร้านอาหารเย็นสำหรับคืนนี้ เป็นสไตล์อิตาเลียนแท้ ๆ กับเมนูสปาเก็ตตี้หมึกดำ






Day 5 เมืองเวนิส
เรามาขึ้นเรือที่ท่าเรือตรอนเคตโด้ (Tronchetto Pier) เพื่อล่องเรือไปยังเกาะเวนิส (venice) หรือ เวเนเซีย (Venezia) ดินแดนแสนโรแมนติก ใช้เรือคมนาคมแทนรถ และมีโบสถ์สร้างด้วยหินอ่อน เป็นเมืองมรดกโลก World Heritage อีกเมือง
Youtube คลิก เที่ยว Pisa Venice Milan ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก Part3

เราเดินเที่ยวรอบเกาะเวนิส เดินมาที่สะพาน Rialto Bridge สถานนี้ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ Spiderman homecoming ด้วยนะ









- จัตรัสซานมาร์โค (St. Mark’s Square) นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “เป็นห้องนั่งเล่นที่สวยที่สุดในทวีปยุโรป” เราก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น


- โบสถ์ซานมาร์โค (St. Mark’s Bacillca) มีโดมขนาดใหญ่ 5 โดม เป็นศิลปะแบบไบเซนไทน์ มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารประจำเมืองเวนิส ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานร่างของนักบุญซานมาร์โค หรือ นักบุญมาร์ค อัครสาวกของพระเยซูคริสต์ ที่นี่จึงเป็นมหาวิหารเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี เป็นศูนย์รวมใจของคริสตศาสนิกชน และเป็นแลนด์มาร์กที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานที่สวยงามล้ำค่า โดดเด่นด้วยรูปปั้นนักบุญมาร์คที่ด้านบนจั่วและสัญลักษณ์สิงโตทองมีปีก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส
และที่สำคัญ เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Angle and demon ด้วย




เราเดินเล่นรอบเกาะ พบกับโบสถ์ที่ไม่มีคิวเข้าแถว เป็นโบสถ์คาทอลิค San Salvador เรารีบเข้าเลยทันที ภายในไม่มีงานพิธีกรรม จึงเปิดไฟไม่สว่างนัก แต่บรรยากาศขลังมาก และศิลปะด้านในก็สวยงามไม่แพ้กับโบสถ์ใหญ่ ๆ




เดินชมเมืองเวนิสไปเรื่อย ๆ ผ่านสะพาน ผ่านคลอง ดูคนนั่งเรือกอนโดล่าผ่านไปผ่านมา โรแมนติกสุด ๆ







เราเดินทางต่อไปยังเมือง มิลาน
youtube คลิก เที่ยว Pisa Venice Milan ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก Part3
- มหาวิหารมิลาน (Duomo di Milano) มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกมุมคืองานศิลปะ ประดับตามช่องว่างต่างๆ ของอาคารรวมไปถึงยอดเสา ก็มีนักบุญยืนอยู่ บริเวณส่วนบนยอดใหญ่ตรงกลางที่ถูกรายล้อมด้วยยอดแหลมนั้นยังเป็น Madunina คือเป็นรูปปั้นรูปแม่พระทำด้วยทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่สูงประมาณ 4 เมตรเลยทีเดียว โดยที่นี่มีความใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากมหาวิหารเซนต์ ปีเตอร์ส บาซิลิกา แห่งนครรัฐวาติกันที่เราไปเที่ยวกันมาแล้ว
- Youtube คลิก เที่ยว Pisa Venice Milan ตามเก็บสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและมรดกโลก Part3








- แกลเลอรี่วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล (Galleria Vittorio Emanuele II) เป็นศูนย์การค้าที่สวยมาก หรูหรา และเก่าแก่ที่สุดของเมืองมิลาน มีสินค้า brand name ขายมากมาย
- อนุสาวรีย์ลีโอนาร์โด ดาร์วินซี่ (Statua di Leonardo da Vinci) สมัยก่อนลีโอนาร์โดมาช่วยออกแบบเมืองจนสำเร็จสวยงาม เลยได้รับยกย่องสร้างเป็นอนุสาวรีย์
- อนุสาวรีย์กษัตริย์ วิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 Statua di Vittorio Emanuele II สร้างขึ้นเป็นสัญญลักษณ์แห่งการรวมประเทศอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียวจากการรวมแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกัน ถือว่าพระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกของประเทศอิตาลี










- พักโรงแรม NH Milano Fiera โรงแรมดีไซน์เก๋มาก เป็นอาคารเอียงคล้ายหอเอนเมืองปิซ่า ห้องพักมาตราฐาน ห้องอาหารเช้าอาหารเยอะดี
พิกัดhttps://maps.app.goo.gl/S8g82Zk93qoK9A2p7








Day7 เดินทางกลับ เราเดินทางกลับด้วยสายการบิน Singapore airlinesโดยขึ้นที่สนามบินมิลาโนมัลเปนซา นั่งยาว ๆ แล้วไปต่อเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ และเดินทางกลับสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ





สำหรับทริปนี้ เราซื้อทัวร์ผ่าน Agent และส่งต่อไปยัง Let’s go group อัตราค่าบริการ 59,990 บาท สายการบิน Singapore airlines คุณภาพระดับ 5 ดาว มีอาหาร 8 มื้อ + อาหารบนเครื่องแบบอิ่มตลอดการเดินทาง และพักโรงแรม 3-4 ดาว
ราคายังไม่รวมทิปคนขับรถ และหัวหน้าทัวร์ 2,500 บาท และค่าวีซ่าอิตาลี 5,000 บาท
จบทริปอิตาลี 7 วัน 4 คืน แบบประทับใจ และฟินส์สุด ๆ

Leave a Reply